


พี่ฟอร์ด New Step
Last updated: 19 Jan 2026
การเดินทางไปหาประสบการณ์ในต่างแดนกับโครงการ Work and Travel ที่สหรัฐอเมริกา เป็นความฝันของน้องๆ หลายคน นอกจากความตื่นเต้นที่จะได้เจอเพื่อนใหม่ ได้ทำงาน ได้เที่ยว และฝึกภาษาแล้ว อีกเรื่องสำคัญที่น้องๆ ควรทำความเข้าใจไว้ล่วงหน้าคือ "เรื่องภาษี" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตและทำงานในอเมริกาตามกฎหมาย
หลายคนอาจจะมองว่าเรื่องภาษีเป็นเรื่องยุ่งยาก ซับซ้อน และน่าปวดหัว แต่ไม่ต้องกังวลไปค่ะ! New Step เข้าใจดีว่าเรื่องนี้สำคัญแค่ไหน และอยากให้น้องๆ ทุกคนเข้าใจได้อย่างถูกต้อง เราจึงได้รวบรวมข้อมูลที่จำเป็นทั้งหมดมาให้ในบทความนี้ เพื่อให้การวางแผนการเงินของน้องๆ เป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีอะไรต้องกังวลอีกต่อไป
ก่อนอื่นเลย น้องๆ ที่เดินทางไปอเมริกาด้วยวีซ่า J-1 ในโครงการ Work and Travel จะมีสถานะทางภาษีเป็น "Non-Resident Alien" หรือ "ชาวต่างชาติที่ไม่มีถิ่นพำนักในสหรัฐอเมริกา" นั่นหมายความว่า กฎระเบียบทางภาษีที่น้องๆ ต้องปฏิบัติตามจะแตกต่างจากพลเมืองอเมริกันหรือผู้ที่มีถิ่นพำนักถาวรในสหรัฐฯ
ความแตกต่างที่สำคัญคือ:
ไม่เสียภาษี Social Security & Medicare (FICA Tax): น้องๆ ที่ถือวีซ่า J-1 ไม่ต้องจ่ายภาษีประกันสังคม (Social Security Tax) และภาษี Medicare ซึ่งเป็นภาษีที่พลเมืองอเมริกันต้องจ่ายเพื่อสมทบกองทุนสวัสดิการสุขภาพของรัฐบาล
ต้องเสียภาษีเงินได้: แม้จะได้รับการยกเว้นภาษี FICA แต่น้องๆ ก็ยังคงต้องจ่ายภาษีเงินได้ทั้งในระดับรัฐบาลกลาง (Federal Income Tax) และในบางรัฐอาจมีภาษีรัฐ (State Tax) และภาษีท้องถิ่น (Local Tax) ด้วย
ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี: ไม่ว่าน้องๆ จะมีรายได้เท่าไหร่หรือไม่ได้มีรายได้เลยก็ตาม ทุกคนที่มีสถานะ Non-Resident Alien จะต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีทุกปี ซึ่งนี่คือขั้นตอนสำคัญที่จะทำให้น้องๆ ได้เงินภาษีคืน (Tax Refund)
น้องๆ จะเจอภาษีหลักๆ 2 ประเภทที่ถูกหักจาก paycheck (สลิปเงินเดือน) คือ:
1. Federal Income Tax (ภาษีเงินได้รัฐบาลกลาง)
นี่คือภาษีหลักที่ถูกหักจากรายได้ของน้องๆ ทุกคนในอัตราที่กำหนดโดยรัฐบาลกลางของอเมริกา อัตราภาษีจะคิดแบบขั้นบันได ซึ่งหมายความว่ายิ่งมีรายได้สูง อัตราภาษีก็จะยิ่งสูงขึ้น แต่ข่าวดีคือน้องๆ ส่วนใหญ่ในโครงการ Work and Travel มักจะมีรายได้ไม่สูงมากนัก ทำให้มีโอกาสได้รับเงินภาษีส่วนนี้คืนเกือบทั้งหมด
2. State Income Tax (ภาษีเงินได้รัฐ)
ภาษีประเภทนี้จะขึ้นอยู่กับรัฐที่น้องๆ ไปทำงานค่ะ บางรัฐก็ไม่มีการเก็บภาษีเงินได้รัฐเลย ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไปได้มาก เช่น Alaska, Florida, Nevada, New Hampshire, South Dakota, Tennessee, Texas แต่สำหรับรัฐอื่นๆ ก็จะมีอัตราภาษีที่แตกต่างกันไป ดังนั้นการเลือกรัฐที่จะไปทำงานก็มีผลต่อเรื่องภาษีด้วยเช่นกัน
การขอภาษีคืนไม่ใช่เรื่องยากถ้าน้องๆ เตรียมเอกสารให้พร้อมตั้งแต่เนิ่นๆ เอกสารเหล่านี้จะถูกส่งมาให้น้องๆ โดยนายจ้างหรือองค์กรที่ดูแลโครงการ น้องๆ ควรเก็บเอกสารเหล่านี้ไว้ให้ดีจนกว่าจะกลับมาถึงไทยและดำเนินการขอภาษีคืนเสร็จเรียบร้อย
Form W-2 (Wage and Tax Statement): นี่คือเอกสารที่สำคัญที่สุด! นายจ้างจะส่งเอกสารนี้มาให้หลังสิ้นปีภาษี (ประมาณปลายเดือนมกราคมของปีถัดไป) ใน Form W-2 จะระบุข้อมูลรายได้รวมทั้งหมดที่น้องๆ ได้รับ และยอดภาษีที่ถูกหักไปในระหว่างปี นี่คือหัวใจสำคัญของการทำ Tax Refund เลยค่ะ
Form DS-2019: เป็นเอกสารสำคัญของวีซ่า J-1 ที่แสดงสถานะการเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนของน้องๆ
Passport และ Visa: ใช้เพื่อยืนยันตัวตนและวันที่เข้า-ออกประเทศ
Social Security Card (SSN): บัตรเลขประจำตัวประกันสังคมที่น้องๆ ได้รับ
Pay Stubs: สลิปเงินเดือนแต่ละงวดที่ได้รับจากนายจ้าง ควรเก็บไว้เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลใน Form W-2
การขอภาษีคืนส่วนใหญ่จะทำหลังจากที่น้องๆ กลับมาถึงประเทศไทยแล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หลายคนอาจจะลืมไปแล้วว่าต้องทำอะไรบ้าง แต่ถ้าทำตามขั้นตอนง่ายๆ นี้ รับรองว่าไม่มีหลงทางแน่นอน
1. รับเอกสาร W-2 จากนายจ้าง
อย่างที่กล่าวไปข้างต้น นายจ้างจะส่ง Form W-2 มาให้ภายในปลายเดือนมกราคมของปีถัดไปที่น้องๆ ทำงาน สิ่งสำคัญคือน้องๆ ต้องแจ้งที่อยู่สำหรับจัดส่งเอกสารในประเทศไทยให้นายจ้างทราบตั้งแต่ก่อนกลับ หากไม่ได้รับเอกสารภายในเวลาที่กำหนด ให้รีบติดต่อสอบถามนายจ้างทันที
2. เตรียมเอกสารให้พร้อม
รวบรวมเอกสารทั้งหมดที่กล่าวมาในหัวข้อที่แล้วให้ครบถ้วน ทั้ง Form W-2, DS-2019, Passport, Visa และ SSN
3. เลือกช่องทางในการยื่นขอภาษีคืน
น้องๆ สามารถเลือกได้ 2 ช่องทางหลักๆ:
ทำเอง: ศึกษาขั้นตอนและแบบฟอร์ม (เช่น Form 1040-NR หรือ 1040-NR EZ) จากเว็บไซต์ของกรมสรรพากรสหรัฐฯ (IRS) และยื่นเอกสารด้วยตนเอง วิธีนี้อาจจะยุ่งยากและซับซ้อนสำหรับคนที่ไม่มีความรู้เรื่องภาษีมาก่อน
ใช้บริการบริษัทตัวแทน: นี่คือวิธีที่สะดวกและเป็นที่นิยมที่สุดสำหรับน้องๆ Work and Travel ค่ะ บริษัทเหล่านี้มีความเชี่ยวชาญในการยื่นขอภาษีคืนสำหรับผู้ถือวีซ่า J-1 โดยเฉพาะ ทำให้ขั้นตอนง่ายขึ้นมาก และลดความเสี่ยงในการทำเอกสารผิดพลาด
ที่ New Step เราไม่ได้เป็นแค่เอเจนซี่ที่ช่วยให้น้องๆ ได้เข้าร่วมโครงการ Work and Travel เท่านั้น แต่เรายังให้ความสำคัญกับการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์และถูกต้องรอบด้าน เพื่อให้น้องๆ ได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดตั้งแต่ต้นจนจบ
เราแนะนำให้น้องๆ ทุกคนจัดการเรื่องภาษีอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การเดินทางกลับบ้านเป็นไปอย่างสบายใจไร้กังวล
เก็บเอกสารให้ครบถ้วน: ทุกสลิปเงินเดือน (Pay Stub), ทุกอีเมลจากนายจ้าง, และที่สำคัญคือ Form W-2 คือหลักฐานสำคัญที่น้องๆ ต้องรักษาไว้
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: หากไม่แน่ใจเรื่องเอกสารหรือขั้นตอนการยื่นภาษี New Step ยินดีให้คำปรึกษา หรือแนะนำบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือในการช่วยยื่นขอภาษีคืน
อย่าทิ้งเอกสารสำคัญ: บางคนอาจจะคิดว่ากลับมาแล้วก็จบ แต่จริงๆ แล้วกระบวนการทางภาษีจะเกิดขึ้นหลังจากนั้น ดังนั้นอย่าเพิ่งทิ้งเอกสารสำคัญใดๆ เด็ดขาด
การดูแลเรื่องภาษีเป็นเรื่องที่สะท้อนถึงความรับผิดชอบ และการวางแผนที่ดี ซึ่งเป็นหนึ่งในทักษะสำคัญที่น้องๆ จะได้รับจากโครงการนี้ด้วยเช่นกัน
Q1: ถ้าฉันไม่ได้เงินเดือนตามที่แจ้งในสัญญา ฉันต้องทำอย่างไร?
A: หากมีปัญหาเรื่องการจ่ายเงินเดือน หรือการหักภาษีไม่ตรงตามที่ควรจะเป็น ควรเก็บหลักฐาน Pay Stub ไว้ทุกครั้ง และรีบปรึกษา Sponsor ที่ดูแลโครงการ และ New Step เพื่อให้เราช่วยประสานงานกับนายจ้างและองค์กรในอเมริกา
Q2: Form W-2 คืออะไรและทำไมถึงสำคัญ?
A: Form W-2 คือเอกสารสรุปรายได้และภาษีที่ถูกหักตลอดปีที่ผ่านมา นายจ้างมีหน้าที่ต้องส่งให้ภายในปลายเดือนมกราคมของปีถัดไป เอกสารนี้จำเป็นอย่างยิ่งในการยื่นขอคืนภาษี เพราะมันคือหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าเรามีรายได้เท่าไหร่และถูกหักภาษีไปแล้วเท่าไหร่
Q3: ฉันต้องยื่นขอภาษีคืนภายในเมื่อไหร่?
A: โดยปกติแล้วกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีจะอยู่ในช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายนของปีถัดไป ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการทำ Tax Refund อย่างไรก็ตาม หากเลยกำหนดไปแล้วก็ยังสามารถยื่นได้ แต่ถ้าทำช้ามากๆ อาจจะทำให้กระบวนการล่าช้าและได้รับเงินคืนช้าตามไปด้วย
Q4: การขอภาษีคืนใช้เวลานานแค่ไหน?
A: ระยะเวลาในการรับเงินคืนขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ความถูกต้องของเอกสาร, ความรวดเร็วของบริษัทที่ทำเรื่องให้, และการดำเนินการของกรมสรรพากรของสหรัฐฯ โดยทั่วไปแล้วอาจใช้เวลาตั้งแต่ 2-4 เดือน หรืออาจจะนานกว่านั้นได้
Q5: ถ้าฉันมีงานทำ 2 ที่ในโครงการ Work and Travel ต้องยื่นภาษีอย่างไร?
A: หากน้องๆ ทำงานมากกว่า 1 ที่ ก็ต้องได้รับ Form W-2 จากนายจ้างทุกที่ที่น้องๆ ได้รับรายได้ และจะต้องนำข้อมูลรายได้ทั้งหมดจากทุก Form W-2 มารวมกันเพื่อยื่นขอภาษีคืนเพียงครั้งเดียว
การเดินทางครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การไปทำงานหรือท่องเที่ยว แต่เป็นการก้าวออกจาก Comfort Zone เพื่อเรียนรู้โลกกว้าง และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ New Step มุ่งมั่นที่จะเป็นมากกว่าเอเจนซี่ แต่เป็นเพื่อนร่วมเดินทางที่พร้อมให้คำแนะนำและดูแลน้องๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ
เรามีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการจัดโครงการ Work and Travel มาอย่างยาวนาน และเข้าใจทุกความต้องการของน้องๆ เป็นอย่างดี ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมเอกสาร การสัมภาษณ์วีซ่า ไปจนถึงการให้คำปรึกษาหลังเดินทางไปถึงอเมริกา
หากน้องๆ มีข้อสงสัยเพิ่มเติม หรือต้องการคำแนะนำในการวางแผนเรื่องการเงินและภาษีอย่างถูกต้อง สามารถติดต่อ New Step ได้ทุกช่องทาง เราพร้อมที่จะช่วยให้น้องๆ ได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด และกลับมาพร้อมกับความทรงจำที่น่าประทับใจและความรู้ที่ล้ำค่า
📌 สมัครโครงการ Work and Travel USA 2026 กับ New Step วันนี้
เตรียมเก็บกระเป๋าไปเปิดประสบการณ์ใหม่ พร้อมความมั่นใจว่ามีทีมงานมืออาชีพดูแลทุกขั้นตอน
เพราะ Work and Travel USA สำหรับน้อง ๆ คือจุดเริ่มต้นของอนาคตที่ไร้ขีดจำกัด!
สนใจสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับ Work and Travel USA
ติดต่อ พี่ ๆ News Step ได้ทุกช่องทาง
LINE: @newstepworktravel













Copyright 2024 © by New Step Exchange Program. All rights reserved.